เจาะลึก Strategic Positioning ทำไมบางแบรนด์แพงแค่ไหนก็ขายได้

ทำไมบางแบรนด์ขายของราคาเท่ากัน กลับโดนต่อราคาแทบทุกครั้ง
ในขณะที่บางแบรนด์…ยิ่งขึ้นราคายิ่งขายดี?
ผมเชื่อว่าเจ้าของธุรกิจจำนวนไม่น้อยเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้
ทำสินค้าคุณภาพเต็มที่ ลงทุนกับแพ็กเกจ การผลิต การบริการ
แต่สุดท้าย…กลับโดนถามว่า “ทำไมแพงจัง”
ในขณะที่คู่แข่งบางราย กลับขายได้ในราคาสูงกว่า โดยที่ไม่มีใครบ่นเรื่องราคาเลยคำถามคือ…
เขาทำยังไง? เขาใช้กลยุทธ์อะไร? หรือเรากำลังเข้าใจเรื่อง “การตั้งราคา” ผิดมาตลอด?

บทความนี้ไม่ได้พูดถึงการขึ้นราคาแบบฉาบฉวย
ไม่ได้สอนให้ “ทำให้แบรนด์ดูแพง” เพื่อหลอกขายของ
แต่จะพาเพื่อนๆ เจาะลึกว่า…Strategic Positioning ที่แท้จริงมันถูกออกแบบยังไง
แบรนด์ที่ขายแพงได้โดยไม่โดนเปรียบเทียบ…เขายืนอยู่ในสนามแบบไหน
และสุดท้ายแล้ว เราจะออกแบบเกมของตัวเองอย่างไร
เพื่อให้ “ราคาสูง” กลายเป็น “สัญลักษณ์ของคุณค่า” — ไม่ใช่ข้อสงสัย
ถ้าเพื่อนๆ พร้อมจะเลิกแข่งเรื่องราคา
บทความนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ในแบบที่ “ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใครอีกเลย”

หลายปีที่ผ่านมา ผมเจอเจ้าของธุรกิจหลายคนที่พยายามจะ “ทำ Positioning ให้ดูแพงขึ้น” หวังจะขึ้นราคาขาย หรือหนีจากการแข่งขันที่บีบคั้นในตลาดเดิมที่มีแต่คนตัดราคา
คำถามที่ผมมักได้ยินบ่อยคือ:
“จะวาง Positioning ยังไงให้คนเชื่อว่าแบรนด์เราดีพอจะซื้อในราคานี้?”
ฟังดูเหมือนเป็นคำถามธรรมดาทางการตลาด…
แต่พอคุยลึกเข้าไป ผมมักพบว่า “เกมที่แบรนด์เล่นอยู่” มันขัดกับสิ่งที่แบรนด์อยากจะเป็น
เพราะการตั้ง Positioning ไม่ใช่แค่ “เลือกจะยืนตรงไหนในตลาด” แต่มันคือการ เลือกสนามแข่ง
และที่สำคัญ…ต้องกล้าเล่นเกมที่คู่แข่งไม่ถนัด
ลองนึกภาพสนามแข่งกีฬาสักสนามหนึ่ง ถ้าเพื่อนๆ เป็นนักว่ายน้ำ แต่ดันไปลงวิ่งแข่ง 100 เมตร แน่นอนว่าโอกาสแพ้ก็สูง ต่อให้มีพรสวรรค์มากแค่ไหนก็ตาม ธุรกิจก็เหมือนกันครับ
Positioning ที่เวิร์ก มักเกิดจากการ “ตั้งเกมให้ตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ” ตั้งแต่แรก และเกมที่ว่านั้น ไม่ได้หมายถึง “การทำโปรโมชั่น” หรือ “การออกแคมเปญ”
แต่มันคือการ กำหนดว่าแบรนด์นี้ จะชนะด้วยอะไร และจะไม่แข่งในเรื่องอะไรเลยตัวอย่างง่ายๆ ที่ผมชอบคือ
Uniqlo กับ Zara ทั้งคู่ดูเผินๆ เหมือนอยู่ในกลุ่มเสื้อผ้า Fast Fashion เหมือนกัน
แต่จริงๆ แล้ว พวกเขา เล่นคนละเกมกันโดยสิ้นเชิง
- Zara เล่นเกม “แฟชั่นใหม่ไว” ใครอยากอินเทรนด์ก่อน ต้องมาที่นี่
- Uniqlo เล่นเกม “เสื้อผ้าคุณภาพดี ใส่ได้นาน เหนือกาลเวลา”
Zara ใช้ระบบ supply chain ที่เร็วระดับโลก เอาของเข้าร้านใหม่ทุก 2 สัปดาห์
Uniqlo ลงทุนกับเทคโนโลยีผ้า เช่น HeatTech หรือ AIRism เพื่อทำให้ “พื้นฐาน” กลายเป็น “คุณภาพ”
แม้ราคาจะใกล้กัน แต่ Positioning ต่างกัน และเกมที่พวกเขาเล่นก็ไม่มีวันทับกันเลย

แบรนด์ที่ “แพงแค่ไหนก็ขายได้” ส่วนใหญ่ คือแบรนด์ที่ เลือกเกมที่ไม่มีใครกล้าลงมาเล่นง่ายๆ
ไม่ว่าจะเป็นเกมของ “วัฒนธรรม” (Culture)
เกมของ “ความหรูหรา” (Luxury Signaling)
หรือเกมของ “ความเชื่อ” (Belief System) สิ่งที่น่าสนใจคือ: เกมเหล่านี้เล่นยากมาก
แต่ถ้าเล่นได้แล้ว — จะไม่มีคู่แข่งหน้าไหนเบียดเข้ามาง่ายๆ
ผมเคยทำงานกับแบรนด์หนึ่งที่อยาก “ขึ้นราคา” แต่ยังใช้โฆษณาสไตล์เดิม พวกเขาอยากให้ภาพแบรนด์ดูพรีเมียมขึ้น แต่ยังใช้ภาพสินค้าแบบ flat lay ธรรมดา ถ่ายบนฉากขาวเหมือนเว็บขายของทั่วไป
พูดภาษาขายตรงๆ ว่า “ของเราดีกว่ายี่ห้อนี้ในราคาแค่…บาท”
ในเชิงกลยุทธ์…มันคือการสื่อสารว่า “เรายังเล่นเกมราคาอยู่” ถ้าเพื่อนๆ ยังใช้เครื่องมือของสนามเก่า
อย่าหวังว่าใครจะมองว่าเรา “อยู่สนามใหม่” ได้
ก่อนจะตั้งเป้าว่าอยากเป็นแบรนด์ที่ขายแพง
คำถามที่สำคัญกว่าคือ “เราจะเลือกสนามไหน ที่ทำให้คนอื่นไม่กล้าแข่งกับเราเลยตั้งแต่แรก?” ไม่ใช่แค่ “จะชนะเขายังไง”
ในบทต่อไป ผมจะชวนเพื่อนๆ ขุดลงไปว่า…
ทำไมแบรนด์ที่ขึ้นราคาสูงถึงไม่ถูกมองว่า “แพงเกินจริง”
และอะไรคือจิตวิทยาที่ทำให้คนเต็มใจจ่ายมากกว่า โดยไม่ต่อรอง

ถ้าเพื่อนๆ ลองสังเกตให้ดี แบรนด์ที่สามารถขายของแพงโดยไม่โดนต่อลอง
มักจะไม่พูดเรื่องต้นทุน ไม่พูดเรื่องฟังก์ชัน
และที่สำคัญ…พวกเขาแทบไม่เคย “อธิบายราคา” ให้ใครฟังเลย
ในทางตรงกันข้าม แบรนด์ที่คนมักต่อราคา กลับเป็นแบรนด์ที่ใช้คำว่า
“คุ้ม”, “ถูกกว่า”, “ฟังก์ชันเยอะกว่าในราคานี้”
อยู่เสมอ
คำถามสำคัญคือ…อะไรทำให้มูลค่าในใจคนต่างกันขนาดนั้น ทั้งที่อาจเป็นสินค้าคล้ายๆ กัน?
คำตอบคือ มูลค่าในใจ (Perceived Value) ไม่ได้เกิดจากสินค้า แต่มันเกิดจาก สิ่งที่แบรนด์ทำให้คนรู้สึก ลองมองตัวอย่างนี้ครับ
- กาแฟแก้วละ 120 บาทจาก Blue Bottle กับ
- กาแฟแก้วละ 25 บาทจากร้านข้างทาง
ในเชิงสารเคมี มันคือคาเฟอีนเหมือนกัน
แต่ในเชิงจิตวิทยา…มันไม่เหมือนกันเลย คนซื้อ Blue Bottle ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อ “กาแฟ”
เขาจ่ายเพื่อ
- ความรู้สึกเป็นคนมีรสนิยม
- ความรู้สึก belong กับ lifestyle บางแบบ
- หรือแม้แต่ภาพสะท้อนตัวตนตอนถือแก้ว
นั่นแหละครับคือ “มูลค่าที่แท้จริง” ที่ลูกค้าจ่ายให้เรา — ซึ่งเกิดจากการวาง Positioning ที่แม่นยำ

แล้วแบรนด์ทำให้คนรู้สึกแบบนั้นได้ยังไง? คำตอบคือ: ผ่าน “ระบบการสร้างคุณค่า” ที่มากกว่าแค่สินค้า
1.เนื้อเรื่อง (Narrative) — แบรนด์เล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเอง?
เช่น Aesop ใช้โทนเสียงแบบปรัชญา, ความลึก, สงบ และเลือกไม่ใส่โฆษณาเลย
2.Touchpoints ทุกจุดต้องสอดคล้อง — ตั้งแต่โลโก้, สี, ฟอนต์, การพูดของพนักงาน, วิธีส่งของ
ทุกอย่างต้องเสริม perception ว่า “นี่คือของที่มีคลาส”
3.การเลือกไม่ขายให้ทุกคน แบรนด์ที่ Position ตัวเองสูง จะไม่พยายามทำให้ “ทุกคนเข้าถึงได้”
เพราะความรู้สึก “พิเศษ” เกิดจาก “การคัดเลือก”
แบรนด์ที่เปิดกว้างเกินไป มักถูกลากกลับเข้าสู่เกมของตลาดแมส
4.ความเชื่อมั่นในจุดยืน (Brand Conviction) แบรนด์ต้องมี “ภาษากายของความมั่นใจ”
ไม่ลดราคา ไม่อธิบาย ไม่ออกโปรบ่อย
เพราะพฤติกรรมแบบนี้จะฝัง perception ว่า “ของเรามีคุณค่าในตัวเอง”
ที่น่าสนใจคือ ลูกค้ามักไม่ได้เชื่อแบรนด์จากสิ่งที่แบรนด์พูด แต่เชื่อจาก “วิธีที่แบรนด์วางตัว” ต่อราคา ต่อความต้องการลูกค้า และต่อภาพลักษณ์ของตัวเอง
ลองนึกถึงแบรนด์ที่เพื่อนๆ เคยรู้สึกว่า “ของมันต้องมี”
แล้วนึกต่อว่า…แบรนด์นั้นพูดอะไรกับเราบ้าง?
ส่วนใหญ่จะไม่พูดเลยด้วยซ้ำครับ
แต่เรากลับรู้สึกว่า “ของเขามีคุณค่า” ในแบบที่อธิบายออกมาไม่ได้ชัดเจน
ตรงนี้เองคือเหตุผลที่ผมอยากย้ำว่า… ราคา ไม่ได้เกิดจากการตั้งราคา
แต่เกิดจาก “ระบบคุณค่า” ที่แบรนด์วางอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
คนที่กล้าจ่าย ไม่ใช่เพราะเขามีเงิน
แต่เพราะแบรนด์สามารถทำให้เขารู้สึกว่า “ของชิ้นนี้เหมาะกับเขา”
และการซื้อของนี้ ทำให้เขารู้สึก “เป็นคนแบบที่เขาอยากเป็น”
เพราะฉะนั้น ก่อนจะตั้งราคาสูง หรือทำสินค้าให้ดูพรีเมียม
ลองถามตัวเองแบบลึกๆ ว่า “สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้…ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเขามีค่าขึ้นหรือไม่?”
เพราะสุดท้ายแล้ว Positioning ที่ขายได้แพง ไม่ได้ขายสินค้า แต่มันขาย “สถานะ”, “ความรู้สึก”, และ “ภาพในหัวของลูกค้า” ที่สะท้อนตัวตนของเขาเอง

ในโลกของแบรนด์ ไม่ใช่ทุกคนต้องสู้กันแบบประชิด
ไม่ใช่ทุกคนต้องแข่งขันเรื่องฟังก์ชัน
และที่สำคัญ…ไม่ใช่ทุกคนต้องตั้งราคาถูกเพื่อเอาตัวรอด
เพื่อนๆ ลองมองภาพสนามมวยดูครับ
มีนักมวยบางคนที่สไตล์เขาคือ “ระยะประชิด ออกหมัดไว”
บางคนเล่นเกม “ยืนระยะ อึด เน้นความแม่นยำ”
แล้วถ้าเราเป็นมวยระยะยาว แต่ไปสู้แบบบู๊เร็วๆ เราจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
การวาง Positioning ก็เหมือนกัน
ก่อนที่เราจะตัดสินใจว่าจะสื่อสารอะไร หรือขายเท่าไหร่
สิ่งแรกที่ต้องรู้ให้ชัดคือ — แบรนด์ของเราควรอยู่ในสนามไหน?

สนามที่ 1 สนามของ “ฟังก์ชัน” (Functional Game) สนามนี้คือสงครามของ “ใครให้มากกว่าในราคาที่ถูกกว่า”
- ลูกค้าในสนามนี้มักตัดสินใจจากความคุ้มค่าแบบตรงไปตรงมา เช่น ความแรงของมือถือ, จำนวน GB, ความเร็ว, ปริมาณสินค้า ฯลฯ
- แบรนด์ที่ยืนในสนามนี้ ต้องพร้อมอัปเดตสินค้าอย่างรวดเร็ว และแข่งขันแบบไม่มีวันจบ
ตัวอย่างสนามนี้ Xiaomi, Realme, Huawei (ยุคเริ่มต้น), เครื่องใช้ไฟฟ้า ODM ข้ออเสียของสนามนี้
ใครเข้ามาใหม่พร้อมงบ ก็พร้อมแย่ง market share ทันที
แบรนด์ที่ขึ้นราคายากที่สุด มักอยู่ในสนามนี้
สนามที่ 2 สนามของ “ภาพลักษณ์” (Perception Game) สนามนี้คือเกมของการ “ตีกรอบความรู้สึก” ของลูกค้า ว่าแบรนด์เราคือใคร
- แบรนด์จะชนะด้วย “สัญญาณที่ปล่อยออกไป” เช่น ดีไซน์ บรรจุภัณฑ์ ช่องทางขาย วิธีเล่าเรื่อง
- คนซื้อเพราะรู้สึกว่า “แบรนด์นี้เข้ากับตัวตนฉัน”
- สินค้าอาจไม่ได้ต่างกันมากในแก่นแท้ แต่การสื่อสารทำให้ “รับรู้ว่าต่าง”
ตัวอย่างสนามนี้ Starbucks, Apple (กลุ่ม lifestyle), Muji, Greyhound สนามนี้สามารถตั้งราคาสูงขึ้นได้ หาก “ภาพที่แบรนด์สะท้อน” สอดคล้องกับ identity ของลูกค้า
สนามที่ 3 สนามของ “ความเชื่อ” (Belief Game) สนามนี้คือเกมของแบรนด์ที่ยึดถือหลักการบางอย่าง และใช้สิ่งนั้นนำการตลาดทั้งหมด
- ลูกค้าซื้อเพราะเขา “เชื่อเหมือนแบรนด์” หรืออยากสนับสนุนแนวคิดแบบเดียวกัน
- แบรนด์ประเภทนี้จะมี “พลังทางอารมณ์” สูงมาก และมีสาวกที่จงรักภักดี
- การซื้อไม่ใช่แค่ transaction แต่คือการ “แสดงจุดยืน”
ตัวอย่างสนามนี้ Patagonia (สิ่งแวดล้อม), Aesop (ความเรียบง่าย), TOMS (ช่วยเหลือผู้อื่น) สนามนี้มี pricing power สูง เพราะลูกค้าไม่มองว่ากำลังซื้อสินค้า แต่กำลัง “สนับสนุนสิ่งที่เขาเชื่อ”
สนามที่ 4 สนามของ “วัฒนธรรม” (Cultural Code Game) สนามนี้คือเกมของการเข้าไปฝังตัวใน lifestyle, subculture หรือรหัสสังคมบางแบบ
- แบรนด์จะกลายเป็น “ตัวแทนของวัฒนธรรมบางอย่าง” เช่น คนเมือง, นักวิ่ง, นักธุรกิจ, สตรีทแฟชั่น
- คนซื้อไม่ใช่แค่ซื้อของ…แต่กำลังซื้อ “สิทธิ์ในการ belong กับกลุ่มนั้น”
ตัวอย่างสนามนี้ Supreme, Nike, Lululemon, Harley-Davidson สนามนี้สร้าง premium ได้จาก “ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง” ไม่ใช่แค่คุณสมบัติสินค้า
แล้วแบรนด์ของเพื่อนๆ ควรยืนอยู่สนามไหน?

ผมอยากชวนคิดแบบนี้ครับ
ไม่ใช่ทุกสนามจะเหมาะกับทุกธุรกิจ
และไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสนามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
- เลือกสนามที่ “เราถนัดจริง”
- เลือกสนามที่ “คู่แข่งไม่กล้าลงมาเล่น”
- แล้วใช้เวลาสร้างระบบที่ทำให้แบรนด์ “แข็งในสนามนั้น” อย่างแท้จริง
จุดตัดของกลยุทธ์ที่ดี คือการ “เลือกจะไม่แข่งในสิ่งที่คนอื่นแข่งกันอยู่” ในยุคที่ใครก็สามารถยิง Ads ได้ ใครก็สั่งของจากโรงงานได้ เกมของแบรนด์จึงไม่ใช่แค่การ “มีของขาย” แต่คือการ “เลือกสนาม แล้วสร้างเกมที่ทำให้คนอื่นไม่กล้าเข้าใกล้”

หนึ่งในสัญญาณว่าแบรนด์เริ่มวาง Positioning ได้ถูกทางคือ
ลูกค้าจะเริ่มถามคำถามที่ไม่เหมือนเดิม
จากเดิมที่เคยถามว่า
“ทำไมแพงกว่าเจ้าอื่น?”
จะกลายเป็น
“มันมีอะไรพิเศษ?” หรือ “ของเจ้าอื่นเทียบกันไม่ได้หรอก”
เพื่อนๆ สังเกตไหมครับว่า แบรนด์ที่แข็งแรงจริง ไม่เคยถูกเอาไปเปรียบเทียบกับใครโดยตรง
ไม่มีใครพูดว่า Rolex ดีกว่า Seiko ยังไง
หรือ Aesop คุ้มกว่า Eucerin แค่ไหน
เพราะเวลาเราดูแบรนด์เหล่านั้น เราไม่ได้เปรียบเทียบแค่ฟังก์ชัน
แต่กำลังมองผ่าน “เลนส์แห่งความหมาย”
ทำยังไงแบรนด์เราถึงจะเข้าไปอยู่ในเลนส์นั้น? คำตอบคือ เราต้องเปลี่ยน “มาตรวัด” ที่ลูกค้าใช้ประเมินแบรนด์เรา
และวิธีที่แบรนด์ระดับโลกทำอยู่คือ การออกแบบระบบ Positioning ให้ “เปลี่ยนเกม”
ไม่ใช่แค่เล่นเกมเดิมเก่งขึ้น

ตัวอย่างที่ชัดมากคือ Dyson Dyson ไม่เคยบอกว่าตัวเองคือ “เครื่องดูดฝุ่นระดับพรีเมียม”
แต่เขาออกแบบวิธีเล่าเรื่องให้เรา “ไม่สามารถวัดด้วยเกณฑ์เดิม” ได้เลย
- ไม่มีถุงเก็บฝุ่น
- เทคโนโลยีมอเตอร์ Cyclone
- ดีไซน์เหมือนของโชว์ ไม่ใช่ของใช้
- การสื่อสารเหมือนแบรนด์ Tech มากกว่าของใช้ในบ้าน
ผลลัพธ์คือ…Dyson กลายเป็นแบรนด์ที่ไม่มีคู่แข่งตรง
และราคาก็ “ลอยตัว” เหนือการแข่งขันโดยสิ้นเชิง

อีกเคสที่ผมชอบมากคือ Lululemon ลองถามตัวเองครับ: กางเกงโยคะ 4,000 บาท “ต่างจาก” กางเกงออกกำลังกายธรรมดาแค่ไหน? ถ้าวัดกันด้วยเนื้อผ้า ฟังก์ชัน หรือแม้แต่ต้นทุน…มันแทบไม่มีอะไรพิเศษ แต่สิ่งที่ Lululemon ทำคือ
- สร้าง positioning ผ่านคำว่า “ความรักตัวเอง”
- จัด community class, mindfulness session
- เปลี่ยน perception ของแบรนด์จาก “แบรนด์เสื้อผ้า” ➝ เป็น “movement ของคนที่ดูแลตัวเองระดับสูง”
นั่นทำให้ Lululemon เข้าไปยืนในเลนส์ของ “Self-Identity” ไม่ใช่ “Activewear”
สรุปให้ชัดอีกครั้ง แบรนด์ที่แพงแค่ไหนก็ขายได้…
ไม่ใช่เพราะเขาขายของดีกว่า
แต่เพราะเขาสามารถเปลี่ยนคำถามในหัวลูกค้า จาก
“ของคุณดีกว่าเจ้าอื่นยังไง?”
เป็น
“ของเจ้าอื่น…ไม่นับว่าอยู่ในเกมเดียวกันด้วยซ้ำ”
แล้วเพื่อนๆ จะออกแบบแบบนี้ได้อย่างไร? ผมมี Framework ง่ายๆ ที่ใช้เวลาวาง Strategic Positioning ให้แบรนด์ลูกค้าเสมอ
1. เปลี่ยนมาตรวัด (Reframe the Metric)
- หยุดพูดเรื่องฟังก์ชัน แล้วเลือก “คุณค่าที่ลึกกว่า” เป็นแกนกลาง เช่น ศิลปะ, วัฒนธรรม, สถานะ, การดูแลตัวเอง
2. ปรับวิธีเล่าเรื่อง (Narrative Shift)
- สื่อสารในมุมที่แบรนด์อื่นไม่กล้าหรือไม่เคยพูด เช่น ไม่พูดเรื่อง “ลดฝ้า” แต่พูดเรื่อง “คืนความมั่นใจในการเข้าสังคม”
3. ออกแบบ Touchpoint ให้สอดคล้องกับ perception ใหม่
- ตั้งแต่เสียงที่พนักงานใช้, กล่องพัสดุ, วิธีตอบแชท ต้องสื่อถึง Positioning ใหม่ทั้งหมด
- อย่าปล่อยให้ “จุดสัมผัสจริง” ลบภาพที่แบรนด์กำลังสร้าง
4. อย่าตอบคำถามผิดเกม
- ถ้ามีคนถามว่า “ทำไมแพง?” ➝ แทนที่จะตอบว่า “ใช้วัตถุดิบนำเข้า” ให้พูดว่า
“เราไม่ได้ตั้งราคาให้ทุกคนซื้อได้…เราออกแบบมาเพื่อคนที่ต้องการประสบการณ์แบบนี้”
Positioning ที่ดี ไม่ใช่เรื่องของการโฆษณาให้ดูแพง
แต่มันคือการวางระบบให้ “ของแพง…ดูมีเหตุผลโดยไม่ต้องอธิบาย”
และถ้าเพื่อนๆ ทำได้เมื่อไหร่
ราคา จะกลายเป็นเพียง “ผลลัพธ์ของความเข้าใจเชิงกลยุทธ์”
ไม่ใช่ปัญหาทางการตลาดอีกต่อ

จากบทที่แล้ว เพื่อนๆ คงเริ่มเห็นแล้วว่า Positioning ไม่ใช่การแต่งภาพ
ไม่ใช่การพูดให้หรู หรือใส่แพ็กเกจดูดี
แต่มันคือการ “เปลี่ยนวิธีที่คนมองแบรนด์” จากแก่นแท้
แต่คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ…
แล้วแบรนด์จะ “รักษาความรู้สึกนั้น” ไว้ได้อย่างไร?
ในมุมของผม นี่คือด่านที่ยากที่สุดของการทำ Strategic Positioning
เพราะ “การรักษาภาพ” โดยไม่มีโครงสร้างที่แท้จริงรองรับ…
จะนำไปสู่สิ่งที่ผมเรียกว่า “Brand Collapse” ภาวะที่ perception ดีกว่าความจริงมากจนลูกค้ารู้สึกว่าโดนหลอก
เพราะฉะนั้น ถ้าอยากยืนให้มั่นใน Positioning ที่ตั้งไว้
ต้องย้อนกลับมาที่โครงสร้างภายในว่า “แบรนด์มีระบบที่รองรับ perception นี้หรือยัง?”

ผมอยากชวนเพื่อนๆ ดู 4 โครงสร้างหลักที่แบรนด์ต้องสร้างให้พร้อม เพื่อให้ Positioning ไม่พังกลางทาง
1. Product System สินค้าต้องสื่อสารตัวตนโดยไม่ต้องพูด
- ถ้าแบรนด์จะยืนในสนามพรีเมียม ➝ วัตถุดิบ, ดีไซน์, สัมผัส ต้องบอกระดับตัวเองโดยอัตโนมัติ
- ถ้าแบรนด์จะยืนในสนามวัฒนธรรม ➝ สินค้าต้องเชื่อมกับสัญลักษณ์, รูปแบบ, หรือรหัสวัฒนธรรมที่ชัดเจน
ตัวอย่าง แบรนด์ Comme des Garçons ไม่ต้องพูดคำว่า “Avant-Garde” เลย
แต่แค่เห็นแพตเทิร์น ตัดเย็บ สี — ก็รู้ว่ากำลังเดินอยู่ในโลกของเขา
2. Team System: พนักงานคือกระจกเงาของแบรนด์
- พนักงานตอบแชทแบบไหน ➝ ลูกค้าจะรู้สึกแบบนั้นกับแบรนด์
- ถ้า positioning คือ high-touch service → ทีมต้องมี empathy, สื่อสารแบบมีศิลปะ ไม่ใช่แค่ข้อมูล
แบรนด์อย่างโซนสปาระดับ Luxury หรือคลินิกแพงๆ
จะมีระบบเทรนพนักงานให้ใช้ภาษาที่ soft, confident และไม่เร่งเร้า
เพราะ perception ของคำว่า “ดูแลดี” คือหนึ่งในเสาหลักของ positioning
3. Operation System: ประสบการณ์ต้อง “เสถียร” ไม่ว่าเจอเราที่ไหน
- ถ้าซื้อผ่านออนไลน์ก็รู้สึกพรีเมียม
- ถ้ามาหน้าร้านก็ได้รับการดูแลแบบเดียวกัน
- ถ้าเจอป้าย, โพสต์, influencer ก็สื่อสารในแนวทางเดียวกัน
ความผิดพลาดที่ผมเห็นบ่อยคือ แบรนด์ลง Ads หรูมาก
แต่พอลูกค้าทักแชทไป ปรากฏว่าเจอประโยคแรกว่า
“รับกี่ชิ้นดีคะ? โปรนี้หมดพรุ่งนี้นะคะ รีบสั่งเลยค่ะ”
Perception พังทันที
และกลายเป็นสัญญาณว่าแบรนด์กำลัง “พูดเกินตัว” มากกว่ามี positioning จริง
4. Brand Culture: วัฒนธรรมภายในที่สอดคล้องกับจุดยืนภายนอก
- ทีมงานเข้าใจไหมว่าแบรนด์เราเป็นใคร?
- เขารู้ไหมว่าเราสื่อสารกับลูกค้าด้วยอารมณ์แบบไหน?
- เขามีสิทธิ์ในการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ เพื่อรักษาความรู้สึกของแบรนด์ไหม?
แบรนด์อย่าง Ritz-Carlton มีนโยบายให้พนักงานทุกคน “มีอำนาจในการตัดสินใจเพื่อรักษาความประทับใจของลูกค้า” โดยไม่ต้องผ่านหัวหน้า
เพราะพวกเขารู้ว่า ความหรูหรา ไม่ใช่เรื่องราคา แต่คือประสบการณ์ที่ใส่ใจจนรู้สึกว่า “เราสำคัญ”

สรุปตรงนี้ชัดๆ อีกครั้งครับ Positioning ที่แข็งแรง ไม่ใช่เรื่องของคำพูด แต่มันคือ “ประสบการณ์ที่สอดคล้องกันอย่างแม่นยำจากทุกมุม”
ไม่ว่าลูกค้าจะเจอแบรนด์ผ่านไหน สินค้า, ทีม, content หรือประสบการณ์
เขาต้องรู้สึก “สิ่งเดียวกัน” โดยไม่ต้องคิด
เพราะนั่นแหละคือ “แบรนด์ตัวจริง” ที่ยืนได้ในสนามของตัวเอง…ไม่ว่าจะราคาสูงแค่ไหนก็ตาม

ถ้าเพื่อนๆ เคยลองขึ้นราคาสินค้าหรือบริการ จะรู้ว่า “การตั้งราคา” เป็นศาสตร์หนึ่ง
แต่ “การเปลี่ยน perception ให้ยอมรับราคาใหม่” นั้น…เป็นอีกศาสตร์ที่ซับซ้อนยิ่งกว่า
และถ้าทำพลาดเพียงเล็กน้อย
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่ยอดขายตก
แต่คือความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ “หล่นวูบ” ไปเลย
เพราะในใจลูกค้า…ราคาไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ “ภาพสะท้อนคุณค่า” ที่เขารู้สึกว่าแบรนด์กำลังบอกว่า “คุณต้องจ่ายมากขึ้น…เพราะเราดีขึ้น” คำถามคือ…ดีขึ้นยังไง? ดีขึ้นจริงไหม? หรือแค่พูดให้ดูดี?
เพื่อให้แบรนด์สามารถขึ้นราคาได้อย่างมีกลยุทธ์ โดยไม่สูญเสียความน่าเชื่อถือผมอยากแบ่งวิธีคิดออกเป็น 4 แกนหลัก ที่ผมใช้เวลาทำงานกับหลายธุรกิจมาโดยตรง
1. ขึ้นราคาไม่ได้แปลว่าต้อง “อธิบาย” แต่ต้อง “เล่าเรื่อง” ลูกค้าไม่ได้ต้องการเหตุผลทางบัญชี
เขาต้องการ “บริบท” ที่ทำให้รู้สึกว่าราคานั้นสมเหตุสมผล ตัวอย่าง
- แทนที่จะบอกว่า “ต้นทุนเพิ่มเลยขอขึ้นราคา” ➝ ให้เล่าว่า “เราเริ่มใช้แหล่งวัตถุดิบที่ยั่งยืนกว่า เพื่อให้สินค้าดีกับคุณและโลกในระยะยาว”
- หรือแทนที่จะบอกว่า “เราพัฒนาสูตรใหม่” ➝ ให้เล่า journey ที่ทีมใช้เวลาวิจัย ทดลอง และฟังเสียงลูกค้าเพื่อสร้าง
สิ่งที่ตอบโจทย์มากขึ้น การ “เล่าให้เห็นความตั้งใจ” ดีกว่าการ “พูดให้ดูแพง”
2. อย่าขึ้นราคา “อย่างโดด” ต้องมี “จังหวะ” ที่คนพร้อมรับรู้ การขึ้นราคาที่ได้ผล มักเกิดในช่วงเวลาที่แบรนด์มี Momentum อยู่แล้ว เช่น
- เพิ่งเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ได้รับกระแสตอบรับดี
- เพิ่งได้รับรางวัล หรือ media coverage สำคัญ
- หรืออยู่ในจังหวะที่ตลาดเริ่มรู้สึกว่า “ของเราดีเกินราคาปัจจุบัน”
การ “รอจังหวะ” ให้ perception ล้นขึ้น แล้วค่อย “ขยับเพดาน”
จะทำให้การขึ้นราคากลายเป็น การยืนยันคุณค่า มากกว่า การเรียกราคา
3. เปลี่ยน Frame ความคิดจาก “ขึ้นราคา” เป็น “ขยายข้อเสนอ” นี่คือหนึ่งในเทคนิคที่ผมใช้บ่อย และเวิร์กมากในธุรกิจที่ไม่อยากสูญเสียกลุ่มลูกค้าเดิมทันทีแทนที่จะขึ้นราคาแบบตรงๆ เราทำให้สินค้าหรือบริการดู “ลึกขึ้น” และ “เต็มขึ้น” จนลูกค้ารู้สึกว่า…มันไม่ใช่ของเดิมแล้ว เช่น
- เพิ่ม ritual เล็กๆ ที่ทำให้รู้สึก premium ขึ้น (เช่น การจัดส่งแบบพิเศษ, experience pack)
- เปลี่ยนชื่อ product line และแบ่ง tier ใหม่ เพื่อให้ราคาใหม่ดูมีที่มาที่ไป
- เสนอ version ใหม่ที่ราคาแพงกว่า โดยยังเก็บ version เดิมไว้ (แล้วค่อย fade ออกภายหลัง)
ลูกค้าจะรู้สึกว่าราคาใหม่ “สมเหตุสมผลกับสิ่งที่เปลี่ยน”
มากกว่ารู้สึกว่าถูกบีบให้จ่ายแพงขึ้น โดยไม่มีอะไรตอบแทน
4. อย่าหวังให้ทุกคนเข้าใจ แต่ให้ “กลุ่มที่ใช่” ยอมรับเรามากขึ้น แต่ในมุมกลยุทธ์…นั่นไม่ใช่ปัญหาถ้าเรากำลังเดินเข้าสู่ positioning ใหม่ ที่ชัดเจนขึ้นเวลาขึ้นราคา หลายคนกลัวว่าลูกค้าเดิมจะหนี
ทุกครั้งที่เราขยับ positioning
เราต้อง “กล้ายอมเสีย” คนบางกลุ่ม
เพื่อ “ได้ใจ” กลุ่มที่เราต้องการจริงๆ เพราะกลุ่มที่จ่ายแพงกว่า มักไม่ได้ต้องการแค่สินค้า
แต่ต้องการ “แบรนด์ที่กล้ายืนในจุดที่แตกต่าง”

หลังจากเพื่อนๆ อ่านมาทั้งหมดจนถึงตอนนี้
เราผ่านแนวคิดหลักมากมายเกี่ยวกับ Positioning ไม่ว่าจะเป็น
- การเลือกสนามที่เหมาะกับตัวเอง
- การสร้าง perception ที่ทำให้คนยอมจ่ายโดยไม่ลังเล
- การออกแบบระบบภายในให้รองรับ positioning
- และการขึ้นราคาโดยไม่สูญเสียความเชื่อมั่น
แต่สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้ในบทสุดท้ายนี้คือ…
แก่นแท้ของ Strategic Positioning
ไม่ได้อยู่ที่การ “ทำยังไงให้ชนะเขา”
แต่อยู่ที่การ “ไม่ต้องแข่งกับเขาตั้งแต่ต้น”
แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการเอาชนะคู่แข่ง แต่เกิดจากการ ออกแบบ “สนามใหม่” แล้วยืนอยู่ในนั้นให้แน่นพอ
ย้อนกลับไปดูแบรนด์ที่เราคุยกันก่อนหน้านี้
- Lululemon ไม่ได้แข่งกับ Nike
- Aesop ไม่ได้แข่งกับ Eucerin
- Supreme ไม่ได้แข่งกับ Zara
- Dyson ไม่ได้แข่งกับ Electrolux
พวกเขาไม่ชนะด้วยคุณสมบัติ
แต่ชนะด้วย “ความหมายที่เขาเลือกจะยืน”
และเมื่อความหมายชัดพอ…ราคาก็กลายเป็นเรื่องรอง

และในสนามธุรกิจที่ใครๆ ก็ยิงแอดได้ ใครๆ ก็ทำเว็บสวยได้
ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่เครื่องมืออีกต่อไป
แต่อยู่ที่ “มุมมอง” ที่ลึกพอจะแยกตัวเองออกจากทะเลแดงแห่งการแข่งขัน
สิ่งที่อยากให้เพื่อนๆ จำกลับไปมีอยู่ 3 ข้อ
Positioning คือการเลือก ไม่ใช่การตกแต่ง
ถ้าเลือกสนามผิด ต่อให้แต่งสวยแค่ไหน ก็เหนื่อยไม่จบ
ราคา คือผลลัพธ์ของ perception ไม่ใช่ต้นทุน + กำไร
คนจะยอมจ่ายก็ต่อเมื่อเขารู้สึกว่า “แบรนด์นี้สะท้อนตัวตนเขาได้”
อย่าถามว่าเราจะ “ชนะเขา” ได้อย่างไร
ให้ถามว่าเราจะ “สร้างสนามที่ไม่มีใครเปรียบเทียบเราได้เลย” ได้อย่างไร
ถ้าเพื่อนๆ เป็นเจ้าของธุรกิจที่อยากยกระดับแบรนด์
อยากหนีจากการแข่งขันแบบลดราคา หรือโดนเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่ต้องลงทุนที่สุดไม่ใช่ Ads ไม่ใช่ Influence
แต่คือเวลาในการ ออกแบบ positioning ที่สื่อถึงตัวตนจริงๆ ของแบรนด์
และระบบภายในที่จะทำให้ perception นั้น “เป็นจริง” ในทุกจุดสัมผัส
เพราะแบรนด์ที่มั่นคง ไม่ได้สร้างด้วยคอนเทนต์
แต่สร้างจากความเข้าใจลึกของ “เราจะเป็นใครในใจลูกค้า…ตลอดไป”




